Katper
วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555
สวนกับต้นไม้เป็นของคู่กัน ความสวยของสวนขึ้นกับต้นไม้ พรรณไม้ รวมทั้งองค์ประกอบต่างๆ และ การจัดวางอย่างมีศิลปะ สวนขนาดเล็ก จัดได้จัดแบ่งกลุ่ม พรรณไม้ ไว้ดังนี้
ไม้ยืนต้น
ไม้ประธาน
ไม้พุ่ม
ไม้คลุมดิน
1. ไม้ยืนต้น เป็นต้นไม้ใหญ่ สูงกว่า 3 เมตร สำหรับปลูกเพื่อให้ร่มเงากับพื้นที่ บ้าน หรือสนาม และเป็นฉาก ของต้นไม้อื่น สวนขนาดเล็ก ปลูกไม้ใหญ่ได้น้อยต้น จะปลูกได้กี่ต้นขึ้นกับขนาดพื้นที่ ในการใช้จัดสวน มีหลักในการปลูกดังต่อไปนี้
ปลูกต้นไม้มุมบ้านเพื่อลดความกระด้างของเหลี่ยมเสา อาจปลูกต้นเดียว หรือปลูกสามต้นทำมุมกัน ขึ้นกับสภาพพื้นที่ ขนาดต้นไม้ การเจริญเติบโตของพืชนั้น ไม่นิยมปลูกเป็นแถว นอกจากจะปลูกเพื่อบังลมหรือบังสายตา
ให้ปลุกไม้ยืนต้นทางด้านทิศตะวันตก เพื่อช่วยบังแสดงแดดที่ร้อนแรงของช่วงบ่ายจะช่วยลดความร้อนในตัวบ้าน ประหยัดค่าไฟแอร์ พัดลมไปได้มาก
2. ไม้ประธาน
พรรณไม้ กลุ่มนี้สูงประมาณ 1.2-3 เมตร ถ้เป็นสวนขนาดใหญ่ พรรณไม้ มีความสูงระดับนี้จะใช้เพื่อเป็นจุดหยุดสายตา หรือมุมมองเป็นบางช่วงของสวน แต่ในสวนขนาดเล็กนี้ เราจะใช้เป็นไม้ประธานเพื่อเป็นจุดเด่น หรือจุดดึงสายตา การวางตำแหน่งแสดงดังภาพ
3.ไม้พุ่ม
มีความสูงประมาณ 0.3-1.20 เมตร การปลูกไม้พุ่มให้สวยนั้น มีความสูงของไม้พุ่มมากกว่าหนึ่งระดับ เพื่อให้ ลดหลั่น และ เกิดมิติทาง ด้านสูง-ต่ำ นิยมปลูกเป็นแปลงเพื่อความเป็นระเบียบสวยงาม ดูแลรักษาง่าย และ เพื่อให้เห็น เส้นและรูปทรง ที่ชัดเจน โดยการแบ่งแปลงเป็นชั้นเพื่อให้เกิดมิติทางด้านหน้า-หลัง การออกแบบ จะเริ่มจาก เขียนขอบเขตของแปลง ไม้พุ่ม จากนั้นจึงเริ่มแบ่งแปลงต่อไป ไม่ควรแบ่งแปลงให้มีขนาดเท่ากันเกินไป โดยแปลงด้านหลัง ควรมีขนาดกว้างและสูงกว่าแปลงด้านหน้า และ แปลงด้านหน้าสุด จะมีความต่ำสุด และใช้เป็นไม้คลุมดิน นิยมแบ่งให้ได้ 3 ระดับ แต่สำหรับสวนขนาดเล็กอาจแบ่งแปลงเพียง 2 ระดับ ขึ้นอยู่กับกำแหน่ง และขนาดของพื้นที่
นอกจากนี้ยังสามารถปลูกไม้ประธาน เพื่อเพิ่มมิติให้ไม้พุ่ม หรือลดระดับ ความต่างกัน ของ ความสูง ระหว่าง ไม้ยืนต้น กับ ไม้พุ่ม ได้อีกด้วย
สำหรับสวนขนาดเล็กที่ไม่สามารถปลูกเป็นแปลง แต่ต้องการรายละเอียดสูงให้ดูเป็นธรรมชาติ การวางตำแหน่ง พรรณไม้ จะวางตำแหน่งชนิดละ 1 หรือ 2 ต้น หรือมากกว่า ขึ้นอยุ่กับสภาพพื้นที่ และความต้องการในออกแบบ ดังภาพข้างล่าง
4.ไม้คลุมดิน (Ground Covering Plants)
เป็น พรรณไม้ ที่อยู่ริมนอกสุดของแปลง มีความสูงน้อยกว่า 30 เซนติเมตร ปลูกเพื่อเชื่อมระดับ ความสูงของ ไม้พุ่มกับหญ้าหรือพื้นด้านหน้า และช่วยเน้นแนวขอบแปลงให้ชัดเจน สร้างความสูงของไม้พุ่มกับหญ้า หรือพื้นด้านหน้า และช่วยเน้นแนวของแปลงให้ชัดเจน สร้างความเป็น ระเบียบให้กับแปลงให้พื้นที่สวนมากขึ้น สำหรับไม้พุ่มบางชนิด โคนต้นจะทิ้งใบ ทำให้โคนต้นดูโล่ง ไม่สวยงาม การนำไม้คลุมดินมาใช้จะช่วยแก้ปัญหาส่วนนี้ได้ ในกรณีที่ไม้พุ่ม ภายในแปลงมีความสูงมาก ไม้คลุมดินก็ควรมีระดับสูงให้เหมาะสมกับไม้พุ่ม ซึ่งไม้พุ่ม บางชนิดอาจตัดให้สั้น เลี้ยงเป็นไม้คลุมดินได้ และในทางกลับกัน ไม้คลุมดินบางชนิดอาจเลี้ยงแบบปล่อยให้สูงเป็นไม้พุ่มได้เช่นเดียวกัน
กาบหอยแคลง ก้ามปูหลุด เงินไหลมา ดาดตะกั่ว ดาดทับทิม ปีกแมลงสาป เปเปอโรเมีย ผีเสื้อราตรี พรมกำมะหยี่ พลูด่าง(พลูทอง) เฟินเกล็ดหอย เฟินเงิน เฟินบอสตัน เหินใบมะขาม ระฆังทอง เศรษฐีเรือนนอก เศรษฐีก้านทอง หนวดปลาดุกแคระ กระดุมทองเลื้อย กำมะหยี่ เกล็ดแก้ว คุณนายตื่นสาย ซุ้มกระต่ายเขียว ซุ้มกระต่ายด่าง ดาห์ลเบิร์กเดซี่ ริบิ้นชาลี ไทรทอง บัวดิน บุษบาฮาวาย ผกากรองเลื้อย ผักเป็ดแดง ผักโขมแดง พิทูเนีย แพรเซี่ยงไฮ้ ฟ้าประดิษฐ์ ลิ้นมังกรแคระ
ที่มา:http://www.novabizz.com/CDC/Garden/Garden_Tree.htm
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ การออกแบบจัดสวน
คือการจะทำให้สวนมีความสวยงาม จะต้องมีความรู้พื้นฐาน ค่อนข้างจะสูงมาก ในเรื่องของการออกแบบ นอกจากนี้ สวนสวย ไม่ใช่ว่า สวนจะอยู่ได้นาน จะต้องดูว่าสวนสวย จะต้องมีการดูแลรักษาที่ดี เพื่อให้เขามีชีวิต ที่อยู่ได้ยาวนาน ด้วย หลักการออกแบบ จึงมีความ จำเป็น ต่อการจัดสวนมาก เพราะถือว่าการออกแบบ การเขียนแบบ เป็นจุดเริ่มต้น ของงาน การออกแบบ ที่ดีต้องอาศัยความรู้อยู่ 2 อย่างด้วยกัน
องค์ประกอบของศิลป์
หลักศิลปในการออกแบบ(Principle of design)
การจำแนกประเภทของสวน
สวนไทย
สวนจีน
สวนญี่ปุ่น
สวนบาลี
สวนประดิษฐ์
สวนโมเดิร์น
สวนธรรมชาติ
สวนหิน
สวนในบ้าน
สวนลอยฟ้า
สวนขนาดเล็ก
หลักการออกแบบแปลนสวน
ขั้นตอนการออกแบบสวน
ขั้นตอนการจัดสวน
การดูแลรักษาสวน
ที่มา:http://www.novabizz.com/CDC/Garden.htm
Classic Style หากคุณกำลังจะตกแต่งห้องแต่ยังไม่รู้ว่าจะตกแต่งอย่างไรดี ลองตกแต่งห้องของคุณให้เป็นห้องสไตล์คลาสสิคดูสิครับ การตกแต่งห้องสไตล์คลาสสิคในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมกันมาก เนื่องจากหลายๆคนไม่อยากตกแต่งบ้านคล้ายคนอื่นๆ ซึ่งในยุคนี้บ้านหลายๆหลังนิยมตกแต่งบ้านสไตล์โมเดิร์นกัน การตกแต่งบ้านสไตล์คลาสสิคค่อนข้างจะเน้นความหรูหราไม่เน้นการใช้สอยมากนัก เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ตกแต่งส่วนมากจะเป็นไม้ แกะสลัก และลงลายอย่างละเอียด เพดาลจะค่อนข้างสูง เรื่องของพื้นส่วนมากจะใช้หินอ่อน หรือหินแกรนิตซึ่งหากคุณตกแต่งบ้านสไตล์คลาสสิคแล้วละก็คนที่มาเยี่ยมชมบ้านของคุณต้องเอ่ยปากชมอย่างแน่นอน
วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555
Contemporary Style หรือที่เรียกกันว่า สไตล์ร่วมสมัย เป็นสไตล์ที่เป็นที่นิยมกันโดยทั่วไป ดังจะเห็นได้ว่าโครงการบ้านจัดสารรต่างๆ ในปัจจุบัน ทั้งในต่างประเทศ และในประเทศไทยได้นิยมนำสไตล์ contemporary มาใช้ในการออกแบบและตกแต่งเป็นจำนวนมากแนวการตกแต่งบ้านในสไตล์ contemporary เป็นการผสมผสานแนวก ารตกแต่งของสไตล์ classic และสไตล์ modern เข้าด้วยกัน
เป็นแนวการตกแต่งที่เป็นกลางๆ ไม่หรูหราเกินไปเหมือนสไตล์classic และไม่ดูทันสมัยเกินไปในแบบ modern แต่ข้อแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างสไตล์ modern กับสไตล์contemporary ก็คือแนวเส้นสย ในการออกแบบตกแต่งในสไตล์contemporary จะมีเส้นสายที่โค้งมนนุ่มนวลกว่า เมื่อเทีียบกับเส้น
สายที่คมเฉียบของสไตล์ modern โดยเฉพาะในด้าน furnituredesignสถาปัตยกรรมร่วมสมัยคืออะไร
จริงๆ แล้วความหมายของคำว่า "ร่วมสมัย" (Contemporary)ในงานสถาปัตยกรรม หมายถึงแนวทางการออกแบบที่กำลังเป็นที่นิยมตามยุคสมัยในช่วงเวลานั้น แต่จะเรียกว่าเป็นสไตล์ใดสไตล์หนึ่งก็คงยาก เพราะได้รับอิทธิพลมาจากหลายทิศหลายทาง อย่างไรก็ตามสไตล์นี้ค่อนข้างเข้าใจง่าย ไม่แหวกแนว ไม่เตะตา ไม่มีปรัชญาลึกซึ้ง มีการใช้วัสดุก่อสร้างใหม่ๆ มาใช้บ้าง และอาจมีการนำชั้นเชิงของสไตล์อื่นมาใช้เพื่อเพิ่มเติมสีสัน แต่ไม่ว่าจะมาจากยุคอื่นหรือประเทศอื่นก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปหน้าตาของสถาปัตยกรรมร่วมสมัยก็จะเปลี่ยนไป เหมือนการฟังเพลงป๊อป ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดแต่ประการใด คล้ายๆ กับคำว่า "สไตล์โมเดิร์น"(หรือเดิร์น) ที่ใช้กันจนแยกไม่ออกว่าอะไรใหม่อะไรเก่า เพราะโมเดิร์นจริงๆ ก็เป็นของใหม่เมื่อสมัยห้าสิบปีก่อน
ที่มา:http://www.alive-house.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539268063&Ntype=10
“The Modern Style”. จุดกำเนิดของการออกแบบบ้านรูปแบบโมเดิร์นได้รับอิทธิพลมาจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงศตวรรษที่ 18 – 20 ซึ่งเป็นยุคที่คำนึงถึงคุณค่าและศักยภาพการใช้งานของสิ่งต่างๆ ประโยชน์ใช้สอยที่คุ้มค่า ประหยัดวัสดุและแรงงานในการก่อสร้าง ดังนั้นจึงเกิดการลดทอนองค์ประกอบตกแต่งที่ฟุ่มเฟือยมาใช้รูปทรงเรขาคณิตขั้นพื้นฐานที่มีความเรียบง่าย ไม่มีการตกแต่งหรือปกปิดพื้นผิว เป็นการยอมรับลักษณะที่เป็นธรรมชาติของวัสดุและโครงสร้าง เนื่องจากคำว่า Modern ในภาษาอังกฤษ แปลว่า ใหม่หรือทันสมัย จึงหมายถึง การออกแบบในรูปแบบใหม่ๆ สำหรับยุคนั้น
หลักการของความสวยงามตามรูปแบบโมเดิร์น คือ รูปทรงที่สามารถตอบสนองประโยชน์ใช้สอยได้สูงสุด บ้านโมเดิร์นมีลักษณะเด่นในการใช้รูปทรงเรขาคณิต เช่น สี่เหลี่ยมหรือเส้นโค้งที่เกิดจากส่วนของวงกลม สำหรับแนวคิดหลักของการออกแบบโมเดิร์นเป็นการเลือกใช้รูปทรง โครงสร้างและวัสดุที่สามารถตอบสนองการใช้งานได้ดี หรืออีกนัยหนึ่งคือรูปทรงของอาคารถูกกำหนดจากลักษณะการใช้งาน ไม่มีการประดับตกแต่งส่วนเกิน เคารพในธรรมชาติของวัสดุและโครงสร้าง เช่น การโชว์เสา คาน หรือส่วนของโครงสร้างอาคารอย่างไม่มีปิดปัง ไม่ว่าจะเป็น เหล็ก คอนกรีต กระจก หรือไม้ โดยถือว่าเป็นความงามชนิดหนึ่ง หลักการสำคัญของการออกแบบบ้านโมเดิร์นอีกประการหนึ่ง คือ ความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย ไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง เช่น การออกแบบบ้านไม่มีชายคายื่นจากตัวบ้านโดยเข้าใจผิดว่าเป็นลักษณะของบ้านรูปแบบโมเดิร์นแต่มีปัญหาน้ำฝนสาดหรือรั่วเข้ามาทางประตูและหน้าต่าง ดังนั้นหลักของการออกแบบบ้านโมเดิร์น คือ การเคารพในรูปร่างธรรมชาติของวัสดุ ไม่มีการตกแต่งปิดปังให้สิ้นเปลืองและจะต้องอยู่อาศัยอย่างสะดวกสบาย
ที่มา:http://www.stepgrowth2009.com/web/index.php?option=com_content&view=article&id=104:the-definition-of-a-modern-style-houses&catid=39:tips&Itemid=91
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)



































